ขอออกตัวว่าไม่ใช่คนสนใจเรื่องธรรมะธรรโมขนาดนั้น อยู่ในระดับปุถุชน ไม่ค่อยได้ทำบุญทำทานอีกตะหาก
แต่พอได้อ่านคำสอนบางเรื่องของพระพุทธเจ้าแล้วรู้สึกประทับใจเป็นพิเศษ แบบว่า โอ้มันช่างเป็นความจริงอะไรอย่างนี้
ก็สนใจอีกหลายเรื่อง เดี๋ยวจะค่อยๆทยอยหาอ่านดู
ส่วนเรื่องอจินไตยนี้ เคยอ่านเจอในหนังสือเล่มนึง (น่าจะเป็นเรื่อง ไอน์สไตน์ถาม พระพุทธเจ้าตอบ)
แต่จำไม่ได้ว่ามันเรียกว่าอะไร (จำผิดเป็นเหลือแค่ 3 อย่างอีกต่างหาก)
แถมเคยเห็นที่บล็อกของคุณโก๋สิจ๊ะ อยู่ทนโท่แล้ว แต่ก็ไม่ได้สนใจจะคลิกเข้าไปอ่าน
วันนี้เสิร์ชไปเสิร์ชมา ก็เจอจนได้ว่ามันคือ อจินไตยนี่เอง
เลยคัดลอกมาไว้เตือนตัวเองเวลาจะคิดฟุ้งซ่าน
ความเห็นส่วนตัวของไนซ์อยู่ย่อหน้าท้ายสุดเน้อ
อจินไตย แปลว่าสิ่งที่ไม่พึงคิด คือไม่อาจรู้ได้ด้วยการคิด แลถ้าขืนคิดให้รู้ให้ได้ก็จะกลายเป็นผู้มีส่วนแห่งความเครียดเป็นบ้าเสียสติไป
อจินไตยมี 4 อย่างคือ
๑. พุทธวิสัย คือความรู้ความสามารถของพระพุทธเจ้านั้นเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถที่จะหยั่งถึง เข้าใจได้ว่าทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงรู้ ทรงเห็น ทรงมีความสามารถมากมายก่ายกอง ผิดจากมนุษย์คนธรรมดาสามัญ
๒. ฌานวิสัย คือเรื่องของฌานสมาบัติ เช่นทำไมคนเราบางคนถึงเข้าฌานนั่งอยู่เฉยๆ ได้เป็นวันๆ โดยที่ไม่ต้องกินข้าวไม่ต้องหลับไม่ต้องนอน สิ่งนี้เป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติเท่านั้นจะรู้ จะเข้าใจได้ ถ้าคนที่ไม่เคยประพฤติปฏิบัติมานั่งคิด นอนคิดยังไงก็ไม่สามารถเข้าใจได้ อย่างพวกเรานี้ เพียงแต่นั่งเฉยๆ แค่ ๑๕ นาที หรือครึ่งชั่วโมงก็จะนั่งกันไม่ได้อยู่แล้ว แล้วทำไมคนบางคนจึงนั่งหลับตานิ่งเฉยอยู่เป็นวันๆได้ นี้คือการเข้าฌานสมาบัติ ซึ่งไม่ใช่เป็นสิ่งที่ปุถุชนคนธรรมดาสามัญจะเข้าใจได้
๓. กรรมวิสัย เรื่องของกรรมนี้เป็นเรื่องที่เหนือวิสัยของมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาจะเข้าใจได้ว่า เมื่อทำกรรมอันหนึ่งอันใดไว้แล้ว ผลที่จะตามมานั้นจะเป็นอย่างไร หรือการที่มนุษย์หรือสัตว์ทั้งหลายที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์หรือเป็นสัตว์ในโลกนี้นั้น
ได้กระทำอะไรมาในอดีต เรื่องนี้เราไม่สามารถที่จะรู้เห็นได้ เพราะเป็นเรื่องข้ามภพข้ามชาติ พวกเราเห็นได้แต่สิ่งที่เป็นอยู่ในชาตินี้เท่านั้นเอง แต่เราไม่รู้ว่าชาติก่อนมีจริงหรือเปล่า ชาติหน้ามีจริงหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถจะรู้ได้จากความนึกคิดของเราเอง แต่เป็นสิ่งที่จะรู้ได้จากการประพฤติปฏิบัติธรรมเท่านั้น คือต้องนั่งสมาธิ เจริญวิปัสสนาเท่านั้น จึงจะเข้าสู่ความจริงอันนี้ได้๔. โลกวิสัย คือเรื่องของความเป็นมาของโลกนี้ ว่าโลกนี้เป็นมาอย่างไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร มีใครเป็นคนสร้างมาหรือเปล่า หรือไม่มีคนสร้าง เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่เหนือวิสัยของมนุษย์ที่จะสามารถรู้เห็นได้ เลยกลายเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันไปต่างๆนานา บางคนก็ว่ามีพระเจ้าสร้างโลกขึ้นมา บางคนก็บอกว่าไม่มีพระเจ้า ไม่มีใครสร้างโลก เป็นเรื่องของเหตุ เป็นเรื่องของปัจจัย เป็นเรื่องของธาตุทั้ง ๖ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุ และวิญญาณธาตุ เมื่อเกิดปฏิกิริยาขึ้นมาก็ทำให้เกิดเป็นโลก เป็นดาว เป็นเดือน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล อย่างนี้เป็นต้น เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมา
….อจิณไตย แปลว่าไม่มีประโยชน์ คือรู้ไปก้อไม่มีประโยชน์ รู้ไปก็เท่านั้น เสียสมองเปล่า ๆ ใช้อะไรไม่ได้…
….ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยถูกคนอื่นถามด้วยเรื่องอจิณไตย เช่น….
….จักรวาลกว้างเท่าไร? มีขอบเขตแค่ไหน?….
….นรก สวรรค์มีจริงหรือไม่? ถ้ามีตั้งอยู่ที่ไหน?…
….ถ้าสำเร็จพระอรหันต์แล้วจะอยู่ยังไงหลังความตาย?….
….คนเราตายแล้วจะไปไหน?….
….พระพุทธองค์ทรงตอบได้ทุกเรื่อง และทรงเมตตาสั่งสอนต่อไปว่า….
….”ตถาคตทราบดีทุกเรื่องที่ท่านถาม รู้ลึกซึ้งกว่าที่ท่านอยากจะรู้”….
….”แต่ว่าท่านอยากจะรู้ไปทำไม ในเมื่อท่านรู้แล้วก็ไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์มรรคผลใด ๆ”…
….“เพราะมันมิใช่วิถีทางแห่งการดับอาสวะกิเลส เพื่อทำให้สิ้นทุกข์”…
….”ทุกเรื่องล้วนเป็นอจิณไตย คือท่านรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์”…
….”หากท่านอยากรู้ จงเร่งปฏิบัติให้สิ้นอาสวะกิเลสในตนเถิด แล้วท่านจะสามารถรู้ได้เอง”….
….หลักการอบรมสั่งสอนของพระพุทธศาสนานั้น คือสอนให้รู้ รู้ลึก รู้รอบ และรู้จริง….
….สอนให้รู้ด้วยการพิจารณาด้วยเหตุ ด้วยผล ด้วยข้อพิสูจน์…
….ไม่ใช่ให้รู้จากตำรา คัมภีร์ วิธีปฏิบัติ (ทฤษฎี) หรือแค่คำพูด…
….แต่สอนถึงหลักวิธีปฏิบัติจริง ที่สามารถพิสูจน์เหตุผลได้ทางวิทยาศาสตร์…
….ผู้ที่กล่าวถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เป็นพุทธมามะกะตัวจริง จึงปฏิบัติตนในทุกสภาวะโดยธรรม…
….ปฏิบัติในทุกอิริยาบทในการดำรงชีพ ไม่ใช่แค่นุ่งขาวห่มขาวนั่งหลับตาฟังอาจารย์สอนจนหลับใน แล้วเข้าใจว่าบรรลุธรรม…
….”ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา”…
….”ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม”…
….“หากประสงค์จะบูชาเรา จงบูชาด้วยปฏิบัติบูชาเถิด”…
….“อย่าพึงปฏิบัติด้วยอามิสบูชาเลย”….
คัดลอกจาก
http://xchange.teenee.com/index.php?showtopic=44897&pid=616097&mode=threaded&show=&st=&
ข้อ ๑ เรื่องพุทธวิสัย คือ วิสัยของพระพุทธเจ้า เช่นว่า ประสูติออกมาเดินได้ ๗ ก้าว เปล่งพระวาจาได้ แล้วก็วิสัยที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมแก่คนเป็นหมื่นไม่มีเครื่องขยายเสียง ใครจะฟังได้ยิน หรือวิสัยที่พระองค์ทรงสอนธรรมะจนกระทั่งพระราชามหากษัตริย์ทรงเลื่อมใสมากมาย ตลอดถึงว่าวิสัยของพระพุทธองค์ที่ทรงเนรมิตเจดีย์ต่าง ๆ แม้แต่รอยพระพุทธบาท พ้นวิสัยของคนสามัญชั้นธรรมดา นั่นวิสัยของพระพุทธเจ้า อย่าไปคิด คิดมากไม่ดี
ประการที่ ๒ ก็คือ ฌานวิสัย วิสัยของผู้ได้ฌาน เรื่องของผู้ได้ฌานนั้น เหาะเหินเดินอากาศได้ ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ขยับไปไหนไม่ได้ นั่งเข้าแล้วเขาก็เข้าฌาน ใครจะไปยกก็ยกไม่ขึ้น อาจจะหนักเกินไปในความรู้สึกของคนที่ยก เรียกว่า เอาไฟฟ้ามาช๊อตก็ไม่ตาย ถ้าท่านอยู่ในฌาน ถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ไม่ต้องตั้งปัญหาว่าทำไมเพราะวิสัยของฌาน ของผู้ได้ฌาน คิดมากไปไม่ดี
ประการที่ ๓ คือ กรรมวิปากวิสัย วิสัยของการให้ผลของกรรม การให้ผลของกรรมนี้ให้อย่างไร ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วจริงเปล่า ทำชั่วได้ดี ทำดีได้ชั่วจริงหรือเปล่า ทำไมคนเกิดมาไม่เหมือนกัน ไปสร้างกรรมอะไรกันมา ทำไมคนหนึ่งขาเป๋ คนหนึ่งขาดี ทำไมลูกบิดามารดาเดียวกันคนหนึ่งได้เป็นนางงามจักรวาล อีกคนหนึ่งขี้เหร่สุดๆ ไม่ได้ต้องสงสัย นั่นเป็นวิสัยของกรรม ไม่ใช่เป็นวิสัยของบิดามารดาทำให้ กรรมของแต่ละคนทำให้
และประการสุดท้าย คือ โลกวิสัย วิสัยของโลก เรื่องว่าโลกเกิดขึ้นเมื่อไร จะดับเมื่อไรน้ำจะท่วมโลกเมื่อไร ไม่ต้องไปสงสัยหรอก สงสัยไปมันไม่ดี ไม่ดีอย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบไว้เลยว่า ผู้ที่สงสัยในปัญหา ๔ ประการนี้ จะมีส่วนแห่งความเป็นคนบ้า อาจจะทำให้บุคคลผู้นั้นวิกลจริตไป เพราะคิดมาก เพ้อเจ้อ คิดฟุ้งซ่าน กลายเป็นคนที่ควบคุมสติอารมณ์ไม่ได้ กลายเป็นคนที่ไม่มีหลัก คิดหนักคิดมาก สมองเสื่อม อันตราย ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ ไม่เป็นไป เพื่อความเกื้อกูลแก่ชีวิตของตนสิ่งเหล่านี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นอจินไตย แปลว่าสิ่งที่ไม่ควรคิด ไม่ควรคิดในที่นี้ หมายถึงว่าไม่ควรคิดสงสัยลึกไปว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงสัยในพระพุทธเจ้า การสงสัยมากไปนี้ จะทำให้เกิดความลังเลสงสัยอื่น ๆ อีกจนทำให้ไม่ปฏิบัติธรรม ขาดการประพฤติปฏิบัติธรรมเสียโอกาสที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาเปล่า ๆ เพราะฉะนั้น สิ่งใดที่เราควรทำ เราก็ควรทำไปเถอะ ไม่ควรไปสงสัยในสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่า ไม่ควรไปสงสัยในสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่า ไม่ควรสงสัย ขอเจริญพร…..
คัดลอกจาก www.watraja.org
ตัวไนซ์เองไม่ได้สงสัยเรื่องพุทธวิสัย เพราะมันอาจเป็นการบอกเล่าเชิงสัญลักษณ์อะไรอย่างนี้
ฌาณวิสัยนี่ เคยสงสัยนะ พอรู้อย่างนี้จะได้เลิก
กรรมวิสัย ก็ไม่สงสัย ทำดีได้ีีดี ทำชั่วได้ชั่ว แต่ที่คนชั่วมันได้ดิบได้ดีอยู่นี้ก็แค่รอเวลาเท่านั้นแหละ
ส่วนข้อสุดท้ายนี่มันวิสัยของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก แต่ที่ค้นคว้ากันอยู่ก็ไม่ใช่อจินไตยสักเท่าไรหรอกนะ ทำได้ๆ (อ่านเพิ่มเติมที่นี่)
เอ้า แต่ก่อนจะเชื่อก็อย่าลืม กาลามสูตรล่ะ (ขอร้องอย่าตก ล ลิง)
http://www.se7enize.com/nice/unthinkable.html by Nice - SE7ENize.com↓ ถ้าขี้เกียจเขียนคอมเมนต์เชิญกดให้คะแนนแทน ↓

11:56 am GMT +7
April 20th, 2008
[comment #170]
สาธุ
การ์ตูน - roigoo.com
3:27 pm GMT +7
April 20th, 2008
[comment #171]
อ๋า วันนี้ มาทางธรรมแฮะ
PatSonic|Com - patsonic.com
3:59 pm GMT +7
April 20th, 2008
[comment #172]
อากาศคงร้อนมากไปแล้วจริงๆ
n-blue - n-blue.nblogz.net
9:31 pm GMT +7
April 20th, 2008
[comment #173]
“”"” น่าสนใจครับ ผมเองมุ่งปฎิบัติตามแนวทางของศาสนาพุทธเช่นกันครับ “กฎแห่งเหตุและผล” “ทุกอย่างไม่ใช่ความบังเอิญ”
ปล.ตามมาอ่านจากบล็อกน้องเดย์ครับ
songchai - songchaiblog.com
12:16 am GMT +7
April 21st, 2008
[comment #174]
ทำไมช่วงนี้เหมือนจะเจอแต่ธรรมะ
แต่ก็มิได้นำพา
Taeroz - taeroz.com
2:38 pm GMT +7
April 23rd, 2008
[comment #177]
วันนี้แวะมาเยี่ยมครับ คุณไนซ์มีความรู้รอบด้านนะครับ ธรรมะก็ยังรู้อีก….
ตอนนี้ ผมเปลี่ยน domain taledee.info มาเป็น taledee.com ขอรบกวนให้คุนไนซ์ช่วยเปลี่ยน link ให้ด้วยครับ…..
taledee - taledee.com
10:31 pm GMT +7
April 24th, 2008
[comment #181]
สาธุ ชอบแล้ว
ดี ธรรมดี ดับทุกข์ได้
ลุงโกศล - mediatalkblog.wordpress.com