9 May 2008 Next preview party is on 23 May
Se7en's Official Myspace (staff-updated though) Let's add him!
I'm quite busy, you can check video update via my youtube favorites
Se7en's US debut album may be released on 7/7/08, or around July-August 08
6 May 2008 Download Se7en's "Money Can't Buy Me Love" (live - ripped LQ mp3) 2.44 MB
2 May 2008 Download Se7en's "Girls" preview mp3 song (1:45 mins, 1.6 MB, 128kbps/44kHz )

คอมเมนต์เรื่องทั่วๆไปที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาในแต่ละโพสต์ได้ที่ Guestbook and about this site ค่ะ

อจินไตย ๔ - สิ่งที่ไม่ควรคิด 4 อย่าง (Acinteyya - the four unthinkables)

ขอออกตัวว่าไม่ใช่คนสนใจเรื่องธรรมะธรรโมขนาดนั้น อยู่ในระดับปุถุชน ไม่ค่อยได้ทำบุญทำทานอีกตะหาก
แต่พอได้อ่านคำสอนบางเรื่องของพระพุทธเจ้าแล้วรู้สึกประทับใจเป็นพิเศษ แบบว่า โอ้มันช่างเป็นความจริงอะไรอย่างนี้
ก็สนใจอีกหลายเรื่อง เดี๋ยวจะค่อยๆทยอยหาอ่านดู

ส่วนเรื่องอจินไตยนี้ เคยอ่านเจอในหนังสือเล่มนึง (น่าจะเป็นเรื่อง ไอน์สไตน์ถาม พระพุทธเจ้าตอบ)
แต่จำไม่ได้ว่ามันเรียกว่าอะไร (จำผิดเป็นเหลือแค่ 3 อย่างอีกต่างหาก)
แถมเคยเห็นที่บล็อกของคุณโก๋สิจ๊ะ อยู่ทนโท่แล้ว แต่ก็ไม่ได้สนใจจะคลิกเข้าไปอ่าน

วันนี้เสิร์ชไปเสิร์ชมา ก็เจอจนได้ว่ามันคือ อจินไตยนี่เอง
เลยคัดลอกมาไว้เตือนตัวเองเวลาจะคิดฟุ้งซ่าน

ความเห็นส่วนตัวของไนซ์อยู่ย่อหน้าท้ายสุดเน้อ

อจินไตย แปลว่าสิ่งที่ไม่พึงคิด คือไม่อาจรู้ได้ด้วยการคิด แลถ้าขืนคิดให้รู้ให้ได้ก็จะกลายเป็นผู้มีส่วนแห่งความเครียดเป็นบ้าเสียสติไป

อจินไตยมี 4 อย่างคือ

๑. พุทธวิสัย คือความรู้ความสามารถของพระพุทธเจ้านั้นเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถที่จะหยั่งถึง เข้าใจได้ว่าทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงรู้ ทรงเห็น ทรงมีความสามารถมากมายก่ายกอง ผิดจากมนุษย์คนธรรมดาสามัญ

๒. ฌานวิสัย คือเรื่องของฌานสมาบัติ เช่นทำไมคนเราบางคนถึงเข้าฌานนั่งอยู่เฉยๆ ได้เป็นวันๆ โดยที่ไม่ต้องกินข้าวไม่ต้องหลับไม่ต้องนอน สิ่งนี้เป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติเท่านั้นจะรู้ จะเข้าใจได้ ถ้าคนที่ไม่เคยประพฤติปฏิบัติมานั่งคิด นอนคิดยังไงก็ไม่สามารถเข้าใจได้ อย่างพวกเรานี้ เพียงแต่นั่งเฉยๆ แค่ ๑๕ นาที หรือครึ่งชั่วโมงก็จะนั่งกันไม่ได้อยู่แล้ว แล้วทำไมคนบางคนจึงนั่งหลับตานิ่งเฉยอยู่เป็นวันๆได้ นี้คือการเข้าฌานสมาบัติ ซึ่งไม่ใช่เป็นสิ่งที่ปุถุชนคนธรรมดาสามัญจะเข้าใจได้

๓. กรรมวิสัย เรื่องของกรรมนี้เป็นเรื่องที่เหนือวิสัยของมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาจะเข้าใจได้ว่า เมื่อทำกรรมอันหนึ่งอันใดไว้แล้ว ผลที่จะตามมานั้นจะเป็นอย่างไร หรือการที่มนุษย์หรือสัตว์ทั้งหลายที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์หรือเป็นสัตว์ในโลกนี้นั้น
ได้กระทำอะไรมาในอดีต เรื่องนี้เราไม่สามารถที่จะรู้เห็นได้ เพราะเป็นเรื่องข้ามภพข้ามชาติ พวกเราเห็นได้แต่สิ่งที่เป็นอยู่ในชาตินี้เท่านั้นเอง แต่เราไม่รู้ว่าชาติก่อนมีจริงหรือเปล่า ชาติหน้ามีจริงหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถจะรู้ได้จากความนึกคิดของเราเอง แต่เป็นสิ่งที่จะรู้ได้จากการประพฤติปฏิบัติธรรมเท่านั้น คือต้องนั่งสมาธิ เจริญวิปัสสนาเท่านั้น จึงจะเข้าสู่ความจริงอันนี้ได้

๔. โลกวิสัย คือเรื่องของความเป็นมาของโลกนี้ ว่าโลกนี้เป็นมาอย่างไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร มีใครเป็นคนสร้างมาหรือเปล่า หรือไม่มีคนสร้าง เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่เหนือวิสัยของมนุษย์ที่จะสามารถรู้เห็นได้ เลยกลายเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันไปต่างๆนานา บางคนก็ว่ามีพระเจ้าสร้างโลกขึ้นมา บางคนก็บอกว่าไม่มีพระเจ้า ไม่มีใครสร้างโลก เป็นเรื่องของเหตุ เป็นเรื่องของปัจจัย เป็นเรื่องของธาตุทั้ง ๖ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุ และวิญญาณธาตุ เมื่อเกิดปฏิกิริยาขึ้นมาก็ทำให้เกิดเป็นโลก เป็นดาว เป็นเดือน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล อย่างนี้เป็นต้น เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมา

….อจิณไตย แปลว่าไม่มีประโยชน์ คือรู้ไปก้อไม่มีประโยชน์ รู้ไปก็เท่านั้น เสียสมองเปล่า ๆ ใช้อะไรไม่ได้

….ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยถูกคนอื่นถามด้วยเรื่องอจิณไตย เช่น….

….จักรวาลกว้างเท่าไร? มีขอบเขตแค่ไหน?….

….นรก สวรรค์มีจริงหรือไม่? ถ้ามีตั้งอยู่ที่ไหน?…

….ถ้าสำเร็จพระอรหันต์แล้วจะอยู่ยังไงหลังความตาย?….

….คนเราตายแล้วจะไปไหน?….

….พระพุทธองค์ทรงตอบได้ทุกเรื่อง และทรงเมตตาสั่งสอนต่อไปว่า….

….”ตถาคตทราบดีทุกเรื่องที่ท่านถาม รู้ลึกซึ้งกว่าที่ท่านอยากจะรู้”….

….”แต่ว่าท่านอยากจะรู้ไปทำไม ในเมื่อท่านรู้แล้วก็ไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์มรรคผลใด ๆ”…

….“เพราะมันมิใช่วิถีทางแห่งการดับอาสวะกิเลส เพื่อทำให้สิ้นทุกข์”

….”ทุกเรื่องล้วนเป็นอจิณไตย คือท่านรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์”…

….”หากท่านอยากรู้ จงเร่งปฏิบัติให้สิ้นอาสวะกิเลสในตนเถิด แล้วท่านจะสามารถรู้ได้เอง”….

….หลักการอบรมสั่งสอนของพระพุทธศาสนานั้น คือสอนให้รู้ รู้ลึก รู้รอบ และรู้จริง….

….สอนให้รู้ด้วยการพิจารณาด้วยเหตุ ด้วยผล ด้วยข้อพิสูจน์…

….ไม่ใช่ให้รู้จากตำรา คัมภีร์ วิธีปฏิบัติ (ทฤษฎี) หรือแค่คำพูด…

….แต่สอนถึงหลักวิธีปฏิบัติจริง ที่สามารถพิสูจน์เหตุผลได้ทางวิทยาศาสตร์…

….ผู้ที่กล่าวถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เป็นพุทธมามะกะตัวจริง จึงปฏิบัติตนในทุกสภาวะโดยธรรม…

….ปฏิบัติในทุกอิริยาบทในการดำรงชีพ ไม่ใช่แค่นุ่งขาวห่มขาวนั่งหลับตาฟังอาจารย์สอนจนหลับใน แล้วเข้าใจว่าบรรลุธรรม…

….”ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา”…

….”ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม”…

….“หากประสงค์จะบูชาเรา จงบูชาด้วยปฏิบัติบูชาเถิด”

….“อย่าพึงปฏิบัติด้วยอามิสบูชาเลย”….

คัดลอกจาก
http://xchange.teenee.com/index.php?showtopic=44897&pid=616097&mode=threaded&show=&st=&

ข้อ ๑ เรื่องพุทธวิสัย คือ วิสัยของพระพุทธเจ้า เช่นว่า ประสูติออกมาเดินได้ ๗ ก้าว เปล่งพระวาจาได้ แล้วก็วิสัยที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมแก่คนเป็นหมื่นไม่มีเครื่องขยายเสียง ใครจะฟังได้ยิน หรือวิสัยที่พระองค์ทรงสอนธรรมะจนกระทั่งพระราชามหากษัตริย์ทรงเลื่อมใสมากมาย ตลอดถึงว่าวิสัยของพระพุทธองค์ที่ทรงเนรมิตเจดีย์ต่าง ๆ แม้แต่รอยพระพุทธบาท พ้นวิสัยของคนสามัญชั้นธรรมดา นั่นวิสัยของพระพุทธเจ้า อย่าไปคิด คิดมากไม่ดี
ประการที่ ๒ ก็คือ ฌานวิสัย วิสัยของผู้ได้ฌาน เรื่องของผู้ได้ฌานนั้น เหาะเหินเดินอากาศได้ ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ขยับไปไหนไม่ได้ นั่งเข้าแล้วเขาก็เข้าฌาน ใครจะไปยกก็ยกไม่ขึ้น อาจจะหนักเกินไปในความรู้สึกของคนที่ยก เรียกว่า เอาไฟฟ้ามาช๊อตก็ไม่ตาย ถ้าท่านอยู่ในฌาน ถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ไม่ต้องตั้งปัญหาว่าทำไมเพราะวิสัยของฌาน ของผู้ได้ฌาน คิดมากไปไม่ดี
ประการที่ ๓ คือ กรรมวิปากวิสัย วิสัยของการให้ผลของกรรม การให้ผลของกรรมนี้ให้อย่างไร ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วจริงเปล่า ทำชั่วได้ดี ทำดีได้ชั่วจริงหรือเปล่า ทำไมคนเกิดมาไม่เหมือนกัน ไปสร้างกรรมอะไรกันมา ทำไมคนหนึ่งขาเป๋ คนหนึ่งขาดี ทำไมลูกบิดามารดาเดียวกันคนหนึ่งได้เป็นนางงามจักรวาล อีกคนหนึ่งขี้เหร่สุดๆ ไม่ได้ต้องสงสัย นั่นเป็นวิสัยของกรรม ไม่ใช่เป็นวิสัยของบิดามารดาทำให้ กรรมของแต่ละคนทำให้
และประการสุดท้าย คือ โลกวิสัย วิสัยของโลก เรื่องว่าโลกเกิดขึ้นเมื่อไร จะดับเมื่อไรน้ำจะท่วมโลกเมื่อไร ไม่ต้องไปสงสัยหรอก สงสัยไปมันไม่ดี ไม่ดีอย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบไว้เลยว่า ผู้ที่สงสัยในปัญหา ๔ ประการนี้ จะมีส่วนแห่งความเป็นคนบ้า อาจจะทำให้บุคคลผู้นั้นวิกลจริตไป เพราะคิดมาก เพ้อเจ้อ คิดฟุ้งซ่าน กลายเป็นคนที่ควบคุมสติอารมณ์ไม่ได้ กลายเป็นคนที่ไม่มีหลัก คิดหนักคิดมาก สมองเสื่อม อันตราย ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ ไม่เป็นไป เพื่อความเกื้อกูลแก่ชีวิตของตนสิ่งเหล่านี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นอจินไตย แปลว่าสิ่งที่ไม่ควรคิด ไม่ควรคิดในที่นี้ หมายถึงว่าไม่ควรคิดสงสัยลึกไปว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงสัยในพระพุทธเจ้า การสงสัยมากไปนี้ จะทำให้เกิดความลังเลสงสัยอื่น ๆ อีกจนทำให้ไม่ปฏิบัติธรรม ขาดการประพฤติปฏิบัติธรรมเสียโอกาสที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาเปล่า ๆ เพราะฉะนั้น สิ่งใดที่เราควรทำ เราก็ควรทำไปเถอะ ไม่ควรไปสงสัยในสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่า ไม่ควรไปสงสัยในสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่า ไม่ควรสงสัย ขอเจริญพร…..

คัดลอกจาก www.watraja.org

ตัวไนซ์เองไม่ได้สงสัยเรื่องพุทธวิสัย เพราะมันอาจเป็นการบอกเล่าเชิงสัญลักษณ์อะไรอย่างนี้
ฌาณวิสัยนี่ เคยสงสัยนะ พอรู้อย่างนี้จะได้เลิก
กรรมวิสัย ก็ไม่สงสัย ทำดีได้ีีดี ทำชั่วได้ชั่ว แต่ที่คนชั่วมันได้ดิบได้ดีอยู่นี้ก็แค่รอเวลาเท่านั้นแหละ
ส่วนข้อสุดท้ายนี่มันวิสัยของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก แต่ที่ค้นคว้ากันอยู่ก็ไม่ใช่อจินไตยสักเท่าไรหรอกนะ ทำได้ๆ (อ่านเพิ่มเติมที่นี่)

เอ้า แต่ก่อนจะเชื่อก็อย่าลืม กาลามสูตรล่ะ (ขอร้องอย่าตก ล ลิง)

http://www.se7enize.com/nice/unthinkable.html by Nice - SE7ENize.com
↓ ถ้าขี้เกียจเขียนคอมเมนต์เชิญกดให้คะแนนแทน ↓
เฉยๆ/ไม่ชอบLike it (+3 rating, 3 votes)
Loading ... Loading ...

This entry was posted on Sunday, April 20th, 2008 at 3:39 am GMT +7 and is filed under อะไรดี. You can skip to the end and leave a response. Pinging is currently not allowed.

7 Responses to “อจินไตย ๔ - สิ่งที่ไม่ควรคิด 4 อย่าง (Acinteyya - the four unthinkables)”

  1. การ์ตูน

    11:56 am GMT +7
    April 20th, 2008

    [comment #170]

    สาธุ


    การ์ตูน - roigoo.com
  2. PatSonic|Com

    3:27 pm GMT +7
    April 20th, 2008

    [comment #171]

    อ๋า วันนี้ มาทางธรรมแฮะ


    PatSonic|Com - patsonic.com
  3. n-blue

    3:59 pm GMT +7
    April 20th, 2008

    [comment #172]

    อากาศคงร้อนมากไปแล้วจริงๆ


    n-blue - n-blue.nblogz.net
  4. songchai

    9:31 pm GMT +7
    April 20th, 2008

    [comment #173]

    “”"” น่าสนใจครับ ผมเองมุ่งปฎิบัติตามแนวทางของศาสนาพุทธเช่นกันครับ “กฎแห่งเหตุและผล” “ทุกอย่างไม่ใช่ความบังเอิญ”

    ปล.ตามมาอ่านจากบล็อกน้องเดย์ครับ


    songchai - songchaiblog.com
  5. Taeroz

    12:16 am GMT +7
    April 21st, 2008

    [comment #174]

    ทำไมช่วงนี้เหมือนจะเจอแต่ธรรมะ

    แต่ก็มิได้นำพา


    Taeroz - taeroz.com
  6. taledee

    2:38 pm GMT +7
    April 23rd, 2008

    [comment #177]

    วันนี้แวะมาเยี่ยมครับ คุณไนซ์มีความรู้รอบด้านนะครับ ธรรมะก็ยังรู้อีก…. :em02:

    ตอนนี้ ผมเปลี่ยน domain taledee.info มาเป็น taledee.com ขอรบกวนให้คุนไนซ์ช่วยเปลี่ยน link ให้ด้วยครับ…..


    taledee - taledee.com
  7. ลุงโกศล

    10:31 pm GMT +7
    April 24th, 2008

    [comment #181]

    สาธุ ชอบแล้ว

    ดี ธรรมดี ดับทุกข์ได้


    ลุงโกศล - mediatalkblog.wordpress.com
 

Leave a Reply

  • :em01:
  • :em02:
  • :em03:
  • :em04:
  • :em05:
  • :em06:
  • :em07:
  • :em08:
  • :em09:
  • :em10:
  • :em11:
  • :em12:
  • :em13:
  • :em14:
  • :em15:
  • :em16:
  • :em17:
  • :em18:

 

63 queries. 2.244 seconds.